เชื่อมโยงข่าว -News Center-

ข่าวที่1

ฮ.ค้นหาบินเล็กตก เจอโบกมือ-ผิดตัว
Source – เว็บไซต์ข่าวสด (Th)
Saturday, August 11, 2007  08:21
13342 XTHAI XFRONT FRNT V%NETNEWS P%WKS

ไร้วี่แวว – ฮ.กองทัพบกนำอุปกรณ์ช่วยชีวิตบินขึ้นจากอ.แก่งคอย จ.สระบุรี ค้นหา 2 นักบินฝึกหัดที่ขับเครื่องบินเล็กตกกลางป่าเขาใหญ่ ขณะที่มีข่าวสับสนทั้งวันว่าพบ 2 นักบินแล้ว พอตรวจสอบอีกครั้งก็กลายเป็นชาวบ้านเข้าไปหาของป่า
ยังไม่รู้ชะตากรรม 2 นักบินเครื่องบินเล็กที่ตกกลางป่าเจ็ดคต-โป่งก้อนเส้า สระบุรี เผยตอนแรกคิดว่าพบแล้ว ระบุมีควันไฟขอความช่วยเหลือลอยมาและเห็นคน 2 คน เมื่อใช้ ฮ.บินเข้าไปใกล้และส่ง จนท.เดินเท้าเข้าไป พบเพียงชาวบ้านจึงเดินทางกลับ และยังไม่พบร่องรอยของต้นไม้ที่หักหรือไฟไหม้เพราะเครื่องบินตก จึงต้องวางแผนกันใหม่ เพราะสภาพอากาศปิด
จากกรณีเครื่องบินแบบฝึกบินของบริษัทบางกอกเอวิเอชั่นเซ็นเตอร์ แบบเซสน่า 172 เครื่องหมายสัญชาติทะเบียน HSVAD มี 2 ที่นั่ง โดยนักบินคือ นายพาคิน ไทยถนอม และนายรนพ เหลืองวิลาวรรณ โดยเครื่องบินลำดังกล่าวออกจาก จ.นครราชสีมา ในเวลา 10.20 น.วันที่ 9 ส.ค. มุ่งหน้าสู่สนามบินดอน เมือง จนกระทั่งเวลา 10.40 น. เครื่องบินได้ขาดการติดต่อ และพบว่าประสบอุบัติเหตุตกบริเวณน้ำตกห้วยเจ็ดคต อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ซึ่งเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายกำลังเร่งค้นหา ตามที่เสนอไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 10 ส.ค. ที่ทำการน้ำตกเจ็ดคต-โป่งก้อนเส้า ต.ทับกวาง  อ.แก่งคอย จ.สระบุรี เจ้าหน้าที่จากหน่วยต่างๆ ทั้งหน่วยกู้ภัย ระดมกำลังออกค้นหาบริเวณใกล้ๆ กับน้ำตกเจ็ดคต เนื่องจากได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า ในวันเกิดเหตุได้เห็นเสียงเครื่องบินดังกล่าวบินวนบริเวณนั้นและได้ยินเสียงจามของเครื่องยนต์ก่อนหายไป โดยมีการค้นหาทั้งภาคพื้นดินและทางอากาศโดย หน่วยบินทหารบก ยุทธวิธีที่ 1 จากกองทัพภาคที่ 1 จากกองร้อยทหารม้าอากาศที่ 1 พล.ม.2 รอ. และจากกองบิน 2 กองทัพอากาศ ออกบินค้นหารอบๆ บริเวณดังกล่าว
กระทั่งเวลา 11.20 น. นักบินลำหนึ่งบินวนพบชาย 2 คน คนหนึ่งใช้ใบตองรองนอนเหมือนมีอาการบาดเจ็บ อีกคนอยู่ข้างๆ จุดไฟให้มีควันเหมือนขอความช่วยเหลือและโบกมือให้กับนักบิน บริเวณริมธารโขดหินลำธารน้ำตกเล็กๆ แห่งหนึ่งในซอกเขา ห่างจากที่ทำการวนอุทยานน้ำตกเจ็ดคตฯ ประมาณ 5-6 กิโลเมตร จากนั้นได้นำเครื่องมาลงที่ค่ายลูกเสือ-เนตรนารีเจ็ดคต และวางแผนนำหน่วยกู้ภัย ยารักษาโรค อาหารเครื่องดื่ม พร้อมเปลสนาม อุปกรณ์กู้ภัยขึ้นเครื่อง โดยเจ้าหน้าที่ทางบริษัทบางกอกฯ ได้นำวิทยุสื่อสาร โทรศัพท์มือถือที่มีสัญญาณใช้ได้ ใส่ในถุงพร้อมเขียนข้อความในกระดาษว่า “จะส่งคนไปช่วยเหลืออย่างเต็มที่”
จากนั้นเฮลิคอปเตอร์จากกองทัพบกนำทีมกู้ภัยไปลงในพื้นที่กว้างที่เฮลิคอปเตอร์พอจะลงได้ ห่างจากจุดที่พบคนทั้งสองประมาณ 2 กิโลเมตร ที่ต้องเดินเท้าเข้าไป ไม่ถึงชั่วโมงก็ได้รับแจ้งจากหน่วยกู้ภัยที่เข้าไปช่วยเหลือว่า สองคนที่พบเป็นเพียงชาวบ้านหาของป่าธรรมดา ไม่ใช่สองนักบินแต่อย่างใด ทั้งหมดจึงเดินทางกลับที่ตั้งและเริ่มวางแผนค้นหากันต่อไปอีก อย่างไรก็ตามในการบินสำรวจทางอากาศ ซึ่งบริเวณดังกล่าวมีสภาพเป็นป่าทึบ เจ้าหน้าที่ไม่พบร่องรอยของต้นไม้หัก หรือไฟลุกไหม้ซึ่งอาจจะเกิดจากเครื่องบินตกแม้แต่จุดเดียว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักบินทั้งสองคนมีชั่วโมงบินมาก วันเกิดเหตุมีเครื่องบินทั้งหมด 11 ลำที่ต้องฝึกบิน แต่มีการฝึกบินเพียง 8 ลำเท่านั้น 4 ลำบินไปภาคอีสาน อีก 3 ลำบินไปภาคเหนือ ส่วนลำเกิดเหตุบินกลับดอนเมือง เครื่องบินลำนี้ไม่เลือกที่จะบินผ่านเขาใหญ่ที่สูงมาก จึงต้องบินเลาะริมเขาใหญ่ผ่าน อ.ปาก ช่อง จ.นครราชสีมา จะผ่าน อ.แก่งคอย จ.สระบุรี และผ่านบ้านหินกอง อ.หนองแค จ.สระบุรี เพื่อไปดอนเมืองตามแผนตามที่แจ้งจากศูนย์วิทยุการบินว่า ระหว่างเครื่องลำนี้บินอยู่ระดับความสูง 6,500 ฟุต นักบินได้แจ้งขอลดระดับการบินลงมา เนื่องจากอากาศจะไม่ปกติ จากจอเรดาร์เห็นว่าเครื่องบินได้บินลดระดับต่ำลงและต่ำลง และต่ำลงจนขาดหายไปจากจอเรดาร์ ขาดการติดต่อไปในเวลา 10.40 น. จากนั้นทางศูนย์วิทยุฯ ได้แจ้งเตือนภัยขอความช่วยเหลือใน 5 นาทีหลังจากสัญญาณหายไปจากจอเรดาร์ โดยมีการค้นหาทั้งภาคพื้นดินและทางอากาศระหว่างเขตติดต่อ จ.นครนายก นครราชสีมา และปราจีนบุรี
กระทั่งเวลา 16.30 น. สภาพอากาศปิด ท้องฟ้ามีเมฆมากและมีฝนตกลงมาอย่างหนัก ชุดค้นหาทั้งทางอากาศและภาคพื้นดินจึงยุติลง และวางแผนออกค้นหาอีกครั้งในเช้าวันที่ 11 ส.ค.

ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod

ข่าวที่2

พบแล้ว’บินเล็ก’ตกเขาใหญ่ปี50ไร้ร่างสองนักบิน

Source – สยามรัฐ (Th)
Tuesday, November 13, 2012  01:58
56338 XTHAI XGEN XFRONT DAS V%PAPERL P%SRD

พบแล้วซากเครื่องบินเล็กตกกลางเขาใหญ่หลังสูญหายนาน 5 ปี เผยจุดตกอยู่ในป่าเจ็ดคตโป่งก้อนเส้าอ.แก่งคอย จ.สระบุรี เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพบเครื่องพังยับเยิน แต่ไม่พบศพ 2 นักบิน คาดถูกสัตว์ป่ากัดแทะและย่อยสลายตามกาลเวลาเจอหลักฐานยืนยันการเสียชีวิต ขณะที่ญาติร่ำไห้เตรียมทำพิธีทางศาสนา
จากกรณี นายภาคิน ไทยถนอม อายุ22 ปี ครูฝึกการบินของบริษัทบางกอกเอวิเอชั่นเซ็นเตอร์ จำกัด และนายรณพเหลืองวิลาวัณย์ นักบินฝึกหัดขับเครื่องบินเล็กฝึกบิน 2 ที่นั่ง ยี่ห้อเซสน่า 172 จากสนามบินเล็ก ต.กลางดง อ.ปากช่องจ.นครราชสีมา จะมุ่งหน้าสนามบินดอนเมือง หลังจากขึ้นบินได้ประมาณ 40 นาทีก็ขาดการติดต่อ และหายไปจากจอเรดาร์ในช่วงบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่บริเวณรอยต่อ จ.นครราชสีมา-นครนายกเมื่อวันที่ 9 ส.ค.50 โดยได้มีการระดมเจ้าหน้าที่ออกค้นหาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่พบร่องรอยนั้น
ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 พ.ย.55 พ.ต.อ.จักรกฤษ วีระเดช ผกก.สภ.แก่งคอยจ.สระบุรี เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากนายสมบัติ พิมพ์ประสิทธิ์ เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าศูนย์ศึกษาธรรมชาติบ้านโป่งก้อนเส้าอ.แก่งคอย จ.สระบุรี ว่า ขณะออกเดินตรวจสำรวจป่าในพื้นที่ป่าเจ็ดคตโป่งก้อนเส้า หมู่ที่ 10 ต.ซำผักแพรว อ.แก่งคอยจ.สระบุรี ได้พบซากเครื่องบินแตกกระจัดกระจายอยู่กลางป่า จึงถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ
จากการตรวจสอบรูปถ่ายคาดว่าเป็นเครื่องบินเล็กที่สูญหายไปตั้งแต่วันที่9 ส.ค.50 โดยจุดที่พบอยู่ห่างจากสำนักงานอนุรักษ์ที่ 1 กว่า 20 กิโลเมตรจึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกับเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ เจ้าหน้าที่ของบริษัท บางกอกเอวิเอชั่นเซ็นเตอร์ จำกัด และญาติเดินทางเข้าพื้นที่ดังกล่าวเพื่อตรวจสอบว่าเป็นเครื่องบินที่สูญหายหรือไม่
ขณะที่ นายภาสกร บุญญลักษม์นายอำเภอแก่งคอย จ.สระบุรี กล่าวว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นลำเดียวกันกับเครื่องบินที่เกิดอุบัติเหตุสูญหายไปเพราะทางเจ้าหน้าที่ป่าไม้แก่งคอยได้เข้าไปพบและถ่ายรูปเครื่องบิน หมายเลขเครื่อง แล้วนำมาเปรียบเทียบกับเครื่องบินที่สูญหายแล้วตรงกัน ดังนั้นในวันนี้จึงเป็นการเข้าไปในจุดที่เครื่องบินตกเพื่อนำกระดูกของผู้สูญหาย 2 คน กลับมามอบให้ญาติ โดยทีมงานค้นหาจะขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปลงยังจุดที่ใกล้กับบริเวณที่พบเครื่องบิน จากนั้นแบ่งเป็น 4 ทีมกระจายตัวออกไป เพื่อไปสู่จุดเป้าหมาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่เดินทางตรวจสอบจุดตกพบเครื่องบินลำดังกล่าวอยู่ในสภาพพังเสียหายตัวเครื่องบินกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ โดยไม่พบศพนายภาคินและนายรณพสองนักบินแต่พบหลักฐานที่บ่งบอกว่าทั้งสองเสียชีวิตแล้วคือ รองเท้า และเสื้อนักบินที่ขาดรุ่งริ่ง คาดว่าศพอาจถูกสัตว์ป่ากัดแทะและศพย่อยสลายไปตามกาลเวลานอกจากนี้ยังพบหลักฐานที่ญาติของผู้ตายยืนยันได้ว่าเป็นของผู้ตายคือกล้องถ่ายรูป และกระเป๋านักบินจำนวน 2 ใบโดยญาติทำการจุดธูปบอกสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเชิญดวงวิญญาณของนักบินทั้ง 2 ก่อนที่จะเก็บหลักฐานเพื่อนำไปบำเพ็ญพิธีทางศาสนาต่อไป
นางวรรณี เหลืองวิลาวัณย์ มารดานายรณพ หนึ่งในนักบินที่สูญหาย เปิดเผยว่า ก่อนที่จะได้ข่าวจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ว่ามีการพบซากเครื่องบิน ตนและครอบครัวได้เดินทางไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นเมื่อ 2 เดือนที่แล้วและตนได้ไปเสี่ยงเซียมซีที่วัดอากากุสะ กรุงโตเกียวใบเซียมซีดังกล่าวทายว่า ครอบครัวตนจะได้รับข่าวดีในไม่ช้านี้เกี่ยวกับญาติพี่น้องหรือคนที่รักได้จากไปจะได้พบกันและเมื่อกลับมาไม่นานก็ได้ข่าวดีตามคำทำนายจริงๆ ขณะนี้รู้สึกดีใจที่ค้นพบหลังจากทำการค้นหามานานกว่า 5 ปีหลังจากนี้ตนจะทำพิธีทางศาสนา ส่วนเรื่องอื่นคงไว้ว่ากันทีหลัง

บรรยายใต้ภาพ
ซากบินเล็ก…สภาพเครื่องบินเล็กฝึกบิน แบบ 4 ที่นั่ง รุ่น CESSNA 172 ที่นายภาคิน ไทยถนอม ครูฝึกบิน และนายรณพ เหลืองวิลาวัณย์ นักบินฝึกหัด ได้นำขึ้นบิน ก่อนจะหายสาบสูญไปตั้งแต่ปี 50 บริเวณป่าเจ็ดคตโป่งก้อนเส้า อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ช่วงรอยต่อกับ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา–จบ–

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

——————————————————————————————–
การเชื่อมโยงข่าว
ข่าวทั้งสามนี้ เป็นข่าวที่เชื่อมโยงกันระหว่าง การหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ของเครื่องบินอย่างไร้ร่องรอย กับ นักบินฝึกหัดสองคน ในบริเวณป่าคต จ.สระบุรี ซึ่ง การค้นหาปรากฏว่า ไม่พบทั้งเครื่องบิน และผู้รอดชีวิตแต่อย่างใด  ต่อมา มีสัญญาณโทรศัพท์ของนักบินหนึ่งในสองคนนั้น ส่งมายังหอปฏิบัติการ เมื่อออกค้นหาอีกครั้ง ปรากฏว่าไร้วี่แวว ทั้ง สองนักบินและซากเครื่องบินิีกเช่นกัน ข่าวนี้ล่วงเลยผ่านมา 5 ปี ทางกองทัพอากาศได้ออกสำรวจอีกครั้ง  ยังบริเวณป่าคต พบซากเครื่องบิน จุดเกิดเหตุ เป็นที่น่าประหลาดใจนัก เพราะ ก่อนหน้านี้ เคยสำรวจบริเวณนี้นับครั้งไม่ถ้วนแต่ไม่พบอะไร จนมาบัดนี้ พบซากเครื่องบิน และ ร่างที่ไร้ชีวิตของสองนักบินแล้ว ญาตินำศพไปทำพิธีกรรมต่อไป #
————————————————————————————————

ข้อสอบ TAKE HOME -สังกะสีไม่ได้มาตรฐาน-

บทคัดย่อ และสรุปเรื่องราว

การเลือกใช้ภาชนะที่จำเป็นในชีวิตประจำวันถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญในภาชนะเหล่านั้นอาจมีสารตะกั่วปนเปื้อนหลุดลอกออกมาได้ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายโดยเฉพาะ “จานสังกะสี” ที่ปรากฏว่ามีประชาชน และโรงเรียนต่างๆนิยมเลือกใช้อย่างกว้างขวาง เพราะเป็นภาชนะราคาถูก และ ทนทานไม่แตกหักได้ง่าย

สารตะกั่วเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลก เนื่องจากเครื่องอุปโภคบริโภค อาหาร น้ำ เครื่องดื่ม มากมายหลายประเภท มีการใช้วัตถุดิบที่อาจมีการปนเปื้อนสารตะกั่ว มีมาตรการที่ป้องกันความเสี่ยง คือใช้กฎหมาย, การกำหนดมาตรฐาน, ระดับความปลอดภัย และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ, ปลอดภัย รวมทั้งระบบเฝ้าระวัง ตรวจสอบและศึกษาวิจัย

ดังนั้นสารตะกั่ว นับเป็นปัญหาต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างยิ่ง ยกตัวอย่าง ในระยะหลายปีมานี้ในประเทศไทยก็มีการรณรงค์อันตรายจากสารตะกั่วในหม้อก๋วยเตี๋ยวและตู้น้ำเย็นในโรงเรียน จนมีกฎหมายควบคุมออกมา พร้อมๆกับการยกระดับมาตรฐานการผลิตตู้น้ำเย็นและหม้อก๋วยเตี๋ยว

พิษจากการได้รับสารตะกั่วนั้น มีทั้งอาการเฉียบพลันและเรื้อรัง หลังจากตะกั่วดูดซึมจากลำไส้แล้ว ตะกั่วจะเข้าสู่ตับโดยผ่านทางเส้นเลือดดำ บางส่วนจะถูกขับออกทางน้ำดีและอุจจาระ ถ้าหากตะกั่วเข้าไปในปอด จะเข้าสู่กระแสเลือดซึ่งจะพาตะกั่วไปทั่วร่างกาย กระจายไปอยู่ที่เส้นผมและตามเนื้อเยื่ออ่อน เช่น สมอง ปอด ม้าม ตับ และไต ซึ่งอาจมีอาการรุนแรงเฉียบพลันได้

ตะกั่วสะสมในร่างกาย ในกระแสเลือด ในเนื้อเยื่ออ่อน โดย 90% ของตะกั่วที่สะสมอยู่ในร่างกายจะอยู่ในกระดูก ซึ่งจะก่อให้เกิดพิษเรื้อรังทำให้มีอาการปวดตามข้อ กระดูกผุ และหักง่าย ถ้าไปสะสมที่รากฟันจะทำให้ ฟันหลุดได้ง่าย สารตะกั่ว สามารถเกาะกับกระดูกในร่างกาย ได้นานหลายสิบปี

อาการพิษเรื้อรังจากสารตะกั่ว คือ ปวดท้อง น้ำหนักลด เบื่ออาหารคลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก อาการพิษทางประสาท และสมอง ทำให้ทรงตัวไม่อยู่ ประสาทหลอน ซึม ไม่รู้สึกตัว ชัก มือและเท้าตก เป็นอัมพาต สลบ และอาจเสียชีวิตได้

อันตรายจากสารตะกั่ว อยู่ในชีวิตประจำวันของเรา ผู้บริโภค จึงควรรู้กฎหมาย สิทธิ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการช่วยกันเฝ้าระวังถ้าพบเห็นปัญหาที่อาจก่อให้เกิดการปนเปื้อนจากสารตะกั่ว

เหตุผลประกอบในการเสนอเรื่องราว

เป็นภัยใกล้ตัวที่มองไม่เห็น ไม่สามารถทราบได้ด้วยตัวเองต้องได้รับการพิสูจน์ อีกทั้งเยาวชนยังตกเป็นเหยื่อของสารพิษ ในสถานศึกษาซึ่งได้รับสารพิษนี้เป็นประจำทุกวัน เป็นอันตรายต่อร่างกายเป็นอย่างมาก และเพื่อเป็นการเรียกร้องความคุ้มครองให้กับผู้บริโภคต่อผู้ผลิตภาชนะที่ไม่ได้มาตรฐาน อีกทั้งยังตรวจสอบความประพฤติมิชอบ ของเจ้า หน้าที่ พนักงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

วัตถุประสงค์ในการเสนอผลงาน

  1. เพื่อให้เกิดวามตระหนักในการเลือกใช้ภาชนะ ของประชาชนและสถาบันโรงเรียน ให้เลือกใช้ภาชนะที่ได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยต่อร่างกาย
  2. เพื่อแจ้งให้ทราบ เกี่ยวกับผลกระทบของสารปนเปื้อน ในภาชนะสังกะสี
  3. เพื่อให้เกิดการตรวจสอบและเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผุ้บริดภคที่ยังใช้ภาชนะดังกล่าว

ประเด็นหลัก

อันตรายจากสารปนเปื้อนใน ภาชนะสังกะสีไม่ได้มาตรฐาน

ประเด็นเสริม หรือ ประเด็นที่มาสนับสนุนเรื่อง

มาตรฐานในการผลิตภาชนะสังกะสี

 

 

 

 

 

 

 

 

        คุณค่าของผลงานต่อสังคม

เรื่องมาตรฐานของภาชนะ เป็นภัยร้ายใกล้ตัว ที่ใครๆก็มองข้ามและเป็นปัญหา ด้านสุขภาพที่ต้องได้รับการประชาสัมพันธ์อย่างเร่งด่วน อีกทั้งปัญหาที่เกิดขึ้น พบในสถานศึกษา ที่มีเยาวชนเป็นเหยื่อของสารปนเปื้อนในภาชนะสังกะสีที่ไม่ได้มาตรฐานจากตะกั่วที่บัดกรี เพื่อเชื่อมรอยต่อของ ภาชนะต่างๆ และเด็กๆ มรโอกาสได้รับสารมากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจาก ผิวหนังและร่างกายของเด็กเปราะบาง สารพิษหรือสารปนเปื้อนต่างๆ สามารถซึมผ่านเข้าสู่ร่างกายได้อย่างง่ายได้

อีกทั้ง ประชาชน ผู้ประกอบการ ค้าขายอาหาร ที่เลือกใช้ ภาชนะไม่ได้มาตรฐานเพราะราคาถูก หม้อหุงต้ม ภาชนะปรุงอาหารต่างๆ โดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะฉะนั้น จึงเป็นหน้าที่ขององค์ต่างๆที่เกี่ยวข้อง จะต้องเข้ามาดูแล และตรวจสอบ สารปนเปื้อน และ ดูแลสุขภาพของเด็ก รวมไปถึง ประชาชน ต้องได้รับความช่วยเหลือในการได้รับองค์ความรู้ เพื่อเป็นการป้องกัน ทั้งยังเป็นการกระจายข่าว และเป็นความรู้ใหม่ให้กับ ผู้ประกอบการค้าขายอาหาร, สถานศึกษา เฝ้าระวังและตรวจสอบ การใช้ภาชนะที่ไม่ได้มาตรฐาน ก่อให้เกิด ความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว

        กำหนดแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้อง พร้อมแนวคำถามสัมภาษณ์แหล่งข่าวทุกคน 

แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้อง มีหน่วยงานกำกับดูแล ที่เกี่ยวข้องกับสารตะกั่ว หลายด้าน เช่น

- กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายวิชาญ มีนชัยนันท์รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

กำกับดูแล เกี่ยวกับ พรบ.อาหาร,พรบ เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสุขภาพ

คำถาม  

1.  การปนเปื้อนสารตะกั่ว ในภาชนะที่ไม่ได้มาตรฐาน มีผลต่อร่างกายอย่างไร

2.  จะทราบได้อย่างไรว่า ร่างกายได้รับสารตะกั่ว

3. มีมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค หรือไม่ อย่างไร

- กระทรวงอุตสาหกรรม

คำถาม 

  1.  มีการกำหนดมาตรฐานภาชนะบรรจุอาหาร, การควบคุมการผลิตในระบบอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างไร
  2. ภาชนะใดบ้างที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของสารพิษ
  3. สาเหตุที่ทำให้เกิดการรั่วขอภาชนะสังกะสี

- สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

คำถาม

1.กฎหมายในการเอาผิดกับผู้ประกอบการภาชนะสังกะสีที่ไม่ได้มาตรฐาน

2.การแจ้งหรือโฆษณาข่าวสารเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือเสื่อมเสียแก่สิทธิ ของผู้บริโภค

3.การสอดส่องเร่งรัดพนักงานเจ้าหน้าที่ส่วนราชการหรือหน่วยงานอื่นของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อภาชนะที่ไม่มาตรฐาน ในสถาบันศึกษา

- ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินสารเคมี นักวิชาการสารเคมี  กรมควบคุมมลพิษ , กรมวิทยาศาสตร์บริการ

1.ผลของการตรวจสอบสารปนเปื้อนในร่างกายของนักเรียนที่อยู่ในสถาบันทีซึ่งใช้ภาชนะสังกะสีไม่ได้มาตรฐาน

2.มีสารพิษใดบ้างที่มาจาก ภาชนะสังกะสีที่ไม่ได้มาตรฐาน

สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค

1.ป้องกันปัจจัยเสี่ยงนักเรียน และประชาชน

 

       

 

 

 

 

 

 

 

 

อธิบายลักษณะของคำถามที่ใช้      

1.   ชัดแจ้ง   ผู้เรียนสามารถเข้าใจได้โดยง่าย

2.   ใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายต่อการเข้าใจ   ไม่เกินที่ผู้ตอบในวัยนั้นจะเข้าใจ หรือ ถามคำถามให้ตรงกับองค์กรที่รับผิดชอบในเรื่องนั้นๆ

3.   ท้าทาย   เป็นคำถามที่เร้าและกระตุ้นให้คิด ถึงปัญหาต่างๆ ความผิดชอบของเจ้าหน้าที่

4.   เป็นคำถามที่แน่นอน   ที่ต้องการคำตอบที่เป็นข้อเท็จจริง อาทิ ข้อพิสูจน์การวัดระดับสารปนเปื้อนในเลือดของผู้ที่ใช้ภาชนะอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

5.   เฉพาะเจาะจง   คำถามที่ดีต้องการคำตอบที่เฉพาะเจาะจง   มากกว่าคำตอบทั่วๆ ไป

        ลักษณะคำถามที่สัมภาษณ์จะเกี่ยวเนื่องในเรื่องของการปนเปื้อนของสารพิษในสังกะสีที่ไม่ได้มาตรฐาน  การช่วยเหลือเบื้องต้นสำหรับผู้ที่ได้รับพิษและการกระจายข่าวสารออกไปให้ประชาชนพร้อมทั้งการกระจายข่าวขององค์กรที่เกี่ยวข้องว่าจะเป็นไปในทิศทางใดเพื่อหาความผิดปกติของการจัดซื้อสาธารณูประโภคในสถานศึกษา จนไปถึง มาตรฐานในกระบวนการผลิตภาชนะของผู้ประกอบการ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

        ข้อมูลประกอบอื่น ๆ และเบื้องหลังการผลิตผลงาน

พรบ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และ พ.ศ.2541 , พรบ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 นอกจากนี้ยังประกาศและคำสั่ง เช่น ห้ามขายสินค้าเครื่องทำน้ำเย็นที่ใช้ตะกั่วเป็นตัวประสานรอยเชื่อมต่อของตะเข็บถังน้ำ หรือท่อส่งน้ำ ,ห้ามขายสินค้าลวดดัดฟันแฟชั่น ,ห้ามขายสินค้าเครื่องทำน้ำเย็นที่ใช้ตะกั่วเป็นตัวประสานรอยเชื่อมต่อของตะเข็บถังน้ำหรือท่อส่งน้ำ ,ห้ามขายสินค้าภาชนะสำหรับปรุงหรือบรรจุอาหาร ที่ใช้ตะกั่วเป็นตัวเชื่อมต่อ ,ให้ภาชนะและเครื่องใช้เมลามีนสำหรับอาหารเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลากและ ให้เครื่องทำน้ำเย็นเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

 

 

ที่มา : ความรู้เกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษ ตอนที่ 5 พ.ศ.2532 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข หน้าที่1-8.

 

พิษของตะกั่ว

ในบรรดาโลหะในโลก ตะกั่ว เป็นโลหะที่มนุษย์สนใจ กับความเป็นพิษของมันมากที่สุด เนื่องจากการใช้ประโยชน์อย่างมากมาย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม แบตเตอรี่รถยนต์ เรือดำน้ำ ใช้ตะกั่วเกือบร้อยละ 50 ของผลิตผลตะกั่วทั้งหมด และยังใช้ในรูปตะกั่วอินทรีย์ (Alkyl lead) เป็นสารเคมีที่ใช้ เติมในน้ำมันเบนซิน เพื่อป้องกันเครื่องยนต์เดินสะดุด แต่ปัจจุบันได้หันมาใช้สารชนิดอื่นทดแทน

ในอุตสาหกรรมสี และสารเคมี ใช้สารประกอบตะกั่วมาก เช่น สีแด ของตะกั่วออกไซด์ (Red lead) สีเหลือง จากตะกั่วโครเมต (Lead chromate) สีขาว จากตะกั่วคาร์บอเนต (Lead carbonate) และ ตะกั่วซัลเฟต (Lead sulfate) สารฆ่าแมลงจากตะกั่วอาร์เซนเนทใช้ผสมสีทาอาคาร ซึ่งสีที่มีตะกั่วเหล่านี้ อาจผสมในสีของเล่นสำหรับเด็ก สีวาดภาพ สีที่ใช้พิมพ์ในวารสาร หนังสือพิมพ์ ซึ่งเป็นสีซึ่งต้องสัมผัสเสมอในชีวิตประจำวัน ทำให้บุคคลที่สัมผัส มีโอกาสได้รับสารตะกั่วเข้าสู่ร่างกายได้สูง ประโยชน์ของตะกั่วมีมาก แต่ก็มีโทษมากเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีการนำตะกั่วออกไซด์ าใช้เป็นเครื่องสำอางด้วย กองพิษวิทยา เคยตรวจพบแป้งโรยตัวเด็ก เป็นผงสีขาว และ สีแดงอ่อน มีตะกั่วปนอยู่ร้อยละ 74 ซึ่งอันตรายต่อเด็กมาก เนื่องจากผิวหนังเด็กดูดซึมตะกั่วได้ดีกว่าผู้ใหญ่

ที่มา : ศูนย์ข้อมูล พิษวิทยา

รวมข้อมูลที่ได้จากข่าวต่างๆ

ทานอาหารนอกบ้านอันตราย!!

ที่มา:นสพ.ผู้จัดการ

แฉ!! “ร้านก๋วยเตี๋ยว” ไม่ผ่านเกณฑ์ เส้น-ผัก-เครื่องปรุง พบสารปนเปื้อนอันตราย

วันนี้ (11 ส.ค.) ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายวิชาญ มีนชัยนันท์รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าปัจจุบันมีร้านอาหารและแผงลอยทั่วประเทศจำนวน 166,760 แห่งเป็นร้านอาหารและแผงลอยจำหน่ายก๋วยเตี๋ยวจำนวน 75,000 แห่งมีตั้งแต่ระดับรถเข็นข้างถนนไปจนถึงระดับห้างสรรพสินค้า และแฟรนไชส์ทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ซึ่งบางร้านถูกลักษณะได้มาตรฐานแต่บางแห่งก็ยังไม่ได้มาตรฐาน โดยมักพบสารปนเปื้อนที่เป็นอันตรายในเส้นก๋วยเตี๋ยว โดยเฉพาะพบสารกันเสียประมาณร้อยละ 22ส่วนผักที่ใส่เป็นส่วนผสมมีสารเคมีปนเปื้อนร้อยละ 4-11ขณะที่เครื่องปรุงพบว่ามี การปนเปื้อนใช้น้ำส้มสายชูไม่ได้มาตรฐานร้อยละ26 และตรวจพบ อะฟลาทอกซินในพริกป่น และถั่วลิสง ร้อยละ 19

“การ ตรวจมาตรฐานจะประสานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดูแลอย่างใกล้ชิดโดยจะให้ เริ่มสุ่มตรวจในเขต กทม.ก่อนที่จะขยายวงไปปริมณฑล และจังหวัดต่างๆโดยอาศัยกำลังจากอาสาสมัครสาธารณสุข เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในแต่ละพื้นที่ส่วนที่เป็นโรงงาน จะต้องมีการพัฒนาเพื่อให้ได้มาตรฐานจีเอ็มพีเบื้องต้นจะขอความร่วมมือก่อน ที่จะใช้มาตรการทางกฎหมายที่มีอยู่หากพบว่ายังไม่ได้มาตรฐานคงต้องมีการสั่ง ให้หยุดการผลิตต่อไป”นายวิชาญ กล่าว

นายวิชาญ กล่าวต่อว่า นอกจากอาหารที่นำมาใช้เป็นส่วนประกอบยังมีเรื่องของภาชนะและอุปกรณ์ เช่น หม้อก๋วยเตี๋ยวต้องได้มาตรฐานมีคุณภาพ ชาม และตะเกียบทำด้วยวัสดุที่ไม่ก่อพิษไม่ตกแต่งสี เช่นชามที่ทำจากเมลามีนจะมีอายุการใช้งานประมาณ 3-5 ปีหากสารเคลือบหลุดลอกก็จะทำให้พลาสติกไม่สามารถทนความร้อนได้และทำให้มีสาร ปนเปื้อนได้ ด้านสุขาภิบาลต้องถูกลักษณะสถานที่ปรุงจำหน่ายอาหารต้องมีความสะอาด สูงกว่าพื้น 60 เซ็นติเมตรอาหารปรุงสุกมีการปกปิด หรือมีการป้องกันสัตว์แมลงนำโรคกำจัดเศษอาหารทุกวัน ส่วนผู้ประกอบอาหารต้องแต่งกายสะอาด ตัดเล็บสั้นไม่ทาเล็บ ผูกผ้ากันเปื้อน และผ่านการอบรมด้านสุขาภิบาล

“สธ. กำลังจะดำเนินโครงการก๋วยเตี๋ยวอนามัยส่งเสริมคนไทยสุขภาพดีในช่วงปลายเดือน สิงหาคมนี้โดยจะมีการลงนามบันทึกข้อตกลงระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและผู้ประ กอบการแฟรนไชส์โดยเบื้องต้นกรมอนามัยดำเนินการอบรมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบ การร้านก๋วยเตี๋ยวที่เข้าร่วมโครงการ จากนั้น กรมอนามัย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จะทำการประเมินผลร่วมกันโดยใช้เกณฑ์มาตรฐานของสถานที่จำหน่ายอาหารประเภท ก๋วยเตี๋ยวโดยร้านที่ได้มาตรฐานจะได้รับป้ายสัญลักษณ์ก๋วยเตี๋ยวอนามัยเพื่อ สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคด้วย” นายวิชาญ กล่าว

=====================================================

จาก หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

เตือนระวัง “หน่อไม้ปี๊บ” ปนเปื้อนจุลินทรีย์อาจถึงตาย

สสจ.ลำปาง เตือนระวังเชื้อ “คลอสตริเดียม โบทูลินัม” ปนเปื้อนในหน่อไม้ปี๊บ ชี้ออกฤทธิ์ทำลายกล้ามเนื้อ ระบบทางเดินหายใจ ถึงเสียชีวิต แนะต้มก่อนรับประทาน

นพ.ชิโนรส ลี้สวัสดิ์ รักษาการนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดลำปาง เปิดเผยว่า ในช่วงหน้าร้อนเป็นช่วงที่เชื้อจุลินทรีย์สามารถเจริญเติบโตได้ง่ายและรวดเร็ว ทำให้เกิดโรคระบาดเกี่ยวทางเดินอาหารได้ง่าย

จึงขอให้ประชาชนระมัดระวังการรับประทานอาหารให้มากขึ้น โดยเฉพาะการรับประทานหน่อไม้อัดปี๊บ จะต้องระมัดระวังการปนเปื้อนของเชื้อคลอสตริเดียม โบทูลินัม

เพราะเชื้อดังกล่าวจะทำให้เกิดอาการหนังตาตก พูดไม่ชัด ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ จนกระทั่งเชื้อดังกล่าวไปทำลายระบบทางเดินหายใจ และเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งในช่วงปี 2549 ที่ผ่านมา พบประชาชนป่วยด้วยโรคดังกล่าว

จึงขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการซื้อหน่อไม้อัดปี๊บ ที่ไม่ทราบแหล่งที่มา และก่อนที่จะนำไปบริโภค ควรต้มในน้ำเดือดประมาณ 15-20 นาที ซึ่งเชื้อดังกล่าวก็จะสามารถตายในความร้อนที่มีอุณหภูมิสูงและนาน

=====================================================

 

สคบ.ตรวจพบน้ำดื่มตู้สแตนเลสปนเปื้อนสารตะกั่ว

12 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 11:34:00

สคบ.เผยน้ำดื่มจากเครื่องทำน้ำเย็นหลายจังหวัดปนเปื้อนสารตะกั่วเกินมาตรฐาน ส่งผลทำลายระบบประสาท เหตุจากผู้ผลิตเครื่องหวังลดต้นทุนใช้วัสดุ-กระบวนการผลิตต่ำมาตรฐาน

ปัจจุบันการบริโภคน้ำจากเครื่องทำน้ำเย็นเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะสถานที่ราชการ โรงเรียน ฯลฯ จากการสำรวจของศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตรัง สงขลา ภูเก็ต และจังหวัดอุบลราชธานี พบว่าเครื่องทำน้ำเย็นมีการปนเปื้อนของสารตะกั่วเกินมาตรฐานความปลอดภัย

โดยตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 61 และ 125

กำหนดให้มีสารตะกั่วปนเปื้อนในน้ำดื่มไม่เกิน 0.015 มิลลิกรัมต่อปริมาณน้ำ 1 ลิตรและมาตรฐานของ US EPA กำหนดให้มีสารตะกั่วปนเปื้อนได้ไม่เกิน 0.015 มิลลิกรัมต่อปริมาณน้ำ 1 ลิตร

แต่ปริมาณที่ตรวจพบมีการปนเปื้อนของสารตะกั่วเกินมาตรฐานอยู่ที่

0.08-0.20 มิลลิกรัมต่อน้ำ 1 ลิตร ซึ่งจุดที่ทำให้เกิดการปนเปื้อนของสารตะกั่วเกินมาตรฐานเกิดจากภายในเครื่อง ทำน้ำเย็นมีการบัดกรีบริเวณมุมขอบภายในของเครื่องทำน้ำเย็นด้วยตะกั่ว การเชื่อมถังน้ำดื่ม การขึ้นรูปเครื่องทำน้ำเย็นส่วนที่เก็บน้ำ การเชื่อมลูกลอยกับก้านส่วนที่สัมผัสกับน้ำดื่ม การบัดกรีท่อจ่ายน้ำดื่ม ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเครื่องทำน้ำเย็นที่ได้มาตรฐานจะต้องใช้วัสดุสแตนเลสอย่าง หนา จะต้องเชื่อมด้วยวัสดุเคลือบที่มีคุณภาพสูง (Argon at High Voltage) ในการเคลือบภายใน แต่ผู้ประกอบธุรกิจส่วนใหญ่มักใช้สารตะกั่วในเครื่องทำน้ำเย็นเพราะทำให้ต้น ทุนถูก

ซึ่งพิษร้ายของสารตะกั่วจะทำลายระบบประสาทส่วนปลาย เกิดอาการเป็นอัมพาตที่นิ้วเท้าและมือ ทำลายเซลล์สมอง ทำให้อารมณ์แปรปรวนหงุดหงิดง่าย เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ฉุนเฉียว ฯลฯ

จากปัญหาดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)ได้รับมอบหมายจากการประชุมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นผู้ประสานงาน ทั้งภาครัฐและผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อหามาตรการแก้ไขปัญหาสารตะกั่วปนเปื้อนในน้ำดื่มในโรงเรียนตลอดจนการ กำหนดมาตรฐานของสินค้าดังกล่าว

=====================================================

ที่มาจากหนังสือพิมพ์ มติชน

ตรวจพบ “ถ้วย-จาน-ชาม เซรามิค” พบสี “ปนเปื้อนตะกั่ว” เตือน!!เสี่ยงโรค

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม นพ.มรกต กรเกษม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้คนไทยเสี่ยงภัยจากสารอันตรายที่ปนเปื้อนมากับอาหารบริโภคมากขึ้นโดย รู้เท่าไม่ถึงการณ์ โดยเฉพาะภาชนะใส่อาหารที่มีสีเคลือบ หรือมีลวดลายในถ้วยชามกระเบื้องเคลือบดินเผา หรือเซรามิคกต่างๆ ที่มีวางขายทั่วไปตามตลาดสด, ตลาดนัด

“ชาวบ้านมัก นิยมเลือกส่วนที่มีลวดลายสวยงาม แต่ไม่รู้ถึงอันตรายที่แอบแฝงอยู่ในสีที่ใช้เคลือบลวดลาย เนื่องจากสีเหล่านี้จะมีสารตะกั่วเป็นส่วนผสม เมื่อถูกความร้อนจะสลายตัวออกมาปนเปื้อนกับอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มีสภาพเป็นกรด การปนเปื้อนสารตะกั่วไม่สามารถมองเห็นได้ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเกิดการสะสมในร่างกายโดยไม่รู้ตัว” นพ.มรกตกล่าว และว่า จากการศึกษาพบว่า สารตะกั่วในภาชนะจะปนเปื้อนมากับอาหารถึงร้อยละ 95 และหากเข้าสู่ร่างกายจะมีฤทธิ์ทำลายระบบประสาทและสมอง ทำให้ความจำเสื่อม ตัวสั่น ทำลายไต ทำลายเม็ดเลือดแดง หากเป็นในเด็กเล็กแม้ได้รับเพียงปริมาณน้อยก็จะมีผลให้เติบโตช้า ไอคิวต่ำ เพราะสมองถูกตะกั่วทำลาย ประสิทธิภาพการเรียนรู้จะลดลง พิษเหล่านี้จะค่อยๆ สะสมในร่างกายมากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดได้มอบหมายให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พัฒนาชุดตรวจหาสารตะกั่วที่ปนเปื้อนอยู่ในสีที่เคลือบลวดลายภาชนะเหล่านี้ เพื่อเฝ้าระวังความปลอดภัยและเตือนภัยแก่ประชาชนได้อย่างทันท่วงที

นพ. มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ขณะนี้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้พัฒนาชุดตรวจหาสารปนเปื้อนในอาหารทั้งหมด 22 ชนิด ซึ่งรวมทั้งชุดทดสอบสารตะกั่วในถ้วย ชาม จาน ที่เป็นกระเบื้องเคลือบดินเผาด้วยวิธีการตรวจง่ายมาก โดยใช้กระดาษทรายขูดบริเวณลวดลาย เพื่อขัดน้ำยาเคลือบออก จากนั้นใช้ไม้พันสำลีจุ่มน้ำยาที่มีสีเหลืองถูวนไปวนมาบนสีที่เคลือบประมาณ 1 นาที หากสำลีเปลี่ยนเป็นสีชมพูแสดงว่ามีสารตะกั่ว

” จากการตรวจสอบถ้วย จาน ชาม เซรามิคที่วางขายในท้องตลาดทั่วไป โดยเฉพาะตามตลาดนัดหรือวางแบกะดิน จ.นนทบุรี ซึ่งมีราคาถูกประมาณชิ้นละ 10-15 บาท พบว่าภาชนะเซรามิคประเภทจานแบนที่เคลือบลวดลายสีภายใน 14 ตัวอย่าง มีสารตะกั่วทุกตัวอย่าง ส่วนจานแบนสีขาวไม่มีลวดลายด้านใน ตรวจ 8 ตัวอย่าง ไม่พบสารตะกั่วทุกตัวอย่าง และจานเซรามิคที่มีสีแต่ไม่มีลวดลายด้านใน ตรวจ 7 ตัวอย่าง ไม่พบสารตะกั่วเช่นกัน ดังนั้น จึงควรเลือกภาชนะที่ไม่มีลวดลาย แต่หากเป็นถ้วยชามที่มีลวดลายด้านใน ลักษณะรอยลวดลายจะต้องเรียบเป็นเนื้อเดียวกับกระเบื้อง” นพ.มานิตกล่าว และว่า การใช้ถ้วยชามที่มีลวดลายหากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการใส่อาหารประเภทที่มี ฤทธิ์เป็นกรด เช่น แกงส้ม เพราะกรดอาจจะทำให้สีละลาย ทั้งนี้ หากสนใจชุดตรวจหาสารตะกั่วสอบถามได้ที่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โทร.0-2951-1020-1

=====================================================

ความเสี่ยงใกล้ตัวที่ควรระวัง มีกลุ่มใดบ้าง

1. กระทะ,กระทะสำหรับทำหมูกระทะ ,หม้อที่ทำจากอะลูมิเนียม และสังกะสีที่มีความบาง และร้อนเร็ว มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของสารตะกั่ว หรืออะลูมิเนียม ได้ เช่น หม้อก๋วยเตี๋ยว หม้อแขก    ช้อนอลูมิเนียม โดยจะมีความอันตรายเมื่อ การปรุงอาหารที่มีรสเปรี้ยว น้ำส้มสายชู และอาหารที่รสเค็มมากจะมีความเป็นกรด และด่างสูง ตะะกั่วบัดกรี จะเกิดการกัดกร่อนปนเปื้อนในอาหาร เรามักพบว่า ก้นหม้อจะมีสภาพขรุขระของการกัดกร่อน และถ้าเราใช้นานๆ ขัดถูแรงๆบ่อยๆสารตะกั่ว อลูมิเนียมก็จะหลุดออกมาปนเปื้อนในอาหารได้

2. กลุ่มภาชนะ หม้อที่ทำจากสแตนเลส ที่มีการบัดกรีด้วยสารตะกั่ว เช่น ตู้น้ำเย็น ,ตู้น้ำดื่มโรงเรียน,หม้อก๋วยเตี๋ยว,หม้อต้มน้ำเต้าหู้ขาย มีการศึกษาวิจัยพบว่าภาชนะเหล่านื้จะมีตะกั่วปนเปื้อนออกมากับอาหารและน้ำ ไม่ว่าจะที่อุณหภูมิสูงหรือต่ำ การใช้ตะกั่วบัดกรีจึงต้องจำกัดการใช้งานเฉพาะที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาหารและเครื่องดื่ม แต่ถ้าเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับอาหารและเครื่องดื่มห้ามใช้ตะกั่วบัดกรี

3.สารตะกั่ว ในสีเคลือบลายจานชามเซรามิก จานชามเมลามีน ภาชนะพลาสติกต่างๆซึ่งแม้จะมีมาตรฐานอุตสาหกรรม แต่ก็มี ภาชนะที่ไม่ได้มาตรฐาน และสินค้าที่มาจากชายแดน มีขายตามตลาดนัด ตลาดเร่ ตลาดชายแดน และการเอามาใช้ในร้านอาหาร หรือเอามาใช้ผิดประเภท ก็จะทำให้สารตะกั่วปนเปื้อนออกมา ยิ่ง ภาชนะที่เคลือบสีสันลวดลายสวยงามยิ่งควรระวัง

4. สารตะกั่ว ในสีต่างๆเช่น สีผสมอาหาร สีสังเคราะห์ สีย้อมผ้า สีย้อมในโรงงาน หัตถกรรม และสีทาบ้าน ซึ่งสีเหล่านี้จะมีโลหะหนักต่าง ๆ เซ่น โครเมียม แคดเมียม ปรอท ตะกั่ว สารหนู พลวง และเซเสเนียม เป็นต้น โลหะหนักเหล่านี้จะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ แม้ได้รับเพียงปริมาณเล็กน้อย อาการอาจเป็นทั้งอย่างฉับพลันและเรื้อรัง ซึงแม้เป็นสีผสมอาหารแต่หากใช้เกินกำหนดก็เสี่ยงอันตราย และยังมีลักลอบใช้สีย้อม มาใส่ในอาหารอีกมากมายที่ไม่ได้มีตรวจสอบ ส่วนสีทาบ้าน ก็เป็นปัญหาใหญ่สำหรับพวกเรา เนื่องจากสีทาบ้าน มีการวิจัยพบว่ามีสารตะกั่วสูง ดังนั้นจึงมีความพยายามเรียกร้องให้มีการกำหนดมาตรฐานสารตะกั่วในสีทาบ้านไม่ให้อันตรายต่อผู้อยู่อาศัย

5. สิ่งของเครื่องใช้ และของเล่นเด็ก ก็เป็นปัญหาทั่วโลก ที่มีการพบการปนเปื้อนของสารตะกั่ว โดยเฉพาะสินค้าของเล่นเด็กจากประเทศจีน ของเล่น และเครื่องใช้ของเด็ก มักมีสีสันจัดจ้าน เพื่อสร้างความสนใจให้เด็ก จึงต้องระมัดระวังการซื้อการเล่น และการใช้ให้มาก ร่างกายเด็กสามารถดูดซับตะกั่วได้ดีกว่าผู้ใหญ่มาก การได้รับสารตะกั่วในวัยเด็กจึงส่งผลร้ายมากกว่าในวัยผู้ใหญ่ มีผลให้เติบโตช้า ไอคิวต่ำ เพราะสมองถูกตะกั่วทำลาย

6. กระดาษหนังสือพิมพ์ กระดาษหรือสิ่งพิมพ์ใดก็ตามที่มีหมึก มีภาพมีลวดลาย ห้ามเอาห่อหรือรองอาหาร เพราะจะมีสารตะกั่วปนเปื้อนออกมา

7. สารตะกั่ว ในเครื่องสำอาง ,ในอาหาร และในวัสดุสำหรับประกอบอาหารหรือปรุงแต่งอาหาร ซึ่งควรศึกษาและทำตามคำแนะนำในการใช้ตามกำหนดมาตรฐาน ตาม พรบ.อาหารและ พรบ.เครื่องสำอาง

8.น้ำมันเชื้อเพลิง ควัน มลพิษต่าง ๆ ในสิ่งแวดล้อมและน้ำซึ่งปกติจะไม่มสารตะกั่วแต่อาจจะเกี่ยวกับ อุปกรณ์ทีเกี่ยวข้องด้วย เช่นท่อน้ำ กาต้มน้ำ อย่าเผาขยะและอย่าเผาไม้ที่ทาสี การซ่อมแซมชูดลอกสีในบ้าน รั้วบ้าน ต้องระวัง

9.สารตะกั่ว จากขยะอิเลคทรอนิค และจากขยะทั่วไป เช่นแบตเตอรี่ ถ่านไฟฉาย

10. ฝุ่นผงตะกั่วเกาะติดกับเสื้อผ้าของผู้ที่ทำอาชีพสัมผัสกับสารตะกั่ว เช่น ช่างสี ช่างเชื่อม

1 1 . ระวังเด็กเล็กอยู่ในบริเวณที่มีสารตะกั่ว เช่น ขณะทาสีบ้าน,การบัดกรี

12. สินค้าอื่นๆ เช่น ลวดดัดฟันแฟชั่น

กลุ่มสินค้าดังกล่าว เป็นเพียงตัวอย่างที่มีความเสี่ยงจากสารตะกั่ว ซึ่งในความเป็นจริง อาจมีสินค้าที่มีความเสี่ยงจำหน่ายในท้องตลาด ซึ่งผู้บริโภคควรยึดหลัก ฉลาดซื้อฉลาดใช้ และช่วยกันเฝ้าระวัง การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมาย สิทธิ และอันตราย จากสารตะกั่ว จึงเป็นสิ่งจำเป็น และ หากพบว่า มีความเสี่ยง ควรรับการตรวจการเจาะเลือดตรวจหาสารตะกั่ว หรือหากมีอาการผิดปกติ ก็ควรพบแพทย์

 

สำหรับหน่วยงาน ,องค์กร, โรงเรียน, สถานศึกษา,สถานที่สาธรณะ รวมถึงชุมชน ครอบครัว และชีวิตประจำวันของเรา ควรได้ทบทวน ปัญหาสารตะกั่วว่า มีความเสี่ยงใดบ้างที่เกี่ยวข้องและควรแก้ไข

ที่มา : ศูนย์เภสัชสนเทศ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัย เชียงใหม่

========================================

ป้องกันปัจจัยเสี่ยงนักเรียน

หลังพบการปนเปื้อนสารตะกั่วในเลือดของนักเรียนโรงเรียนวัดปทุมาวาส อ.บ้านค่าย จ.ระยอง กว่า 30 คน ซึ่งในจำนวนนี้มี 2 คนที่ค่าการปนเปื้อนสูงกว่าค่ามาตรฐานเกือบ 5 เท่า และแม้ว่าขณะนี้สารตะกั่วในเลือดจะลดลงแล้ว ขณะที่สาธารณสุขจังหวัดระยอง ยังเฝ้าระวังให้ความรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันปัจจัยเสี่ยงจากชุมชน เพราะหากสารตะกั่วสะสมในร่างกายในปริมาณมาก ก็อาจส่งผลต่อสุขภาพถึงขั้นเสียชีวิตได้แพทย์จากโรงพยาบาลบ้านค่าย อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ตรวจร่างกาย ด.ญ.กัญญาภัค นวลรัตน์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดปทุมาวาส ซึ่งช่วงกลางปี 2554 ตรวจพบการปนเปื้อนสารตะกั่วในเลือดสูงถึง 48.33 ไมโครกรัมต่อเดซิลิตร ซึ่งค่ามาตรฐานต้องไม่เกิน 10 ไมโครกรัมต่อเดซิลิตร แต่การตรวจเลือดครั้งล่าสุดเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา พบว่า ปริมาณสารตะกั่วลดลงเหลือเพียง 17.89 ไมโครกรัมต่อเดซิลิตร แพทย์ระบุว่า อาการปกติ ไม่มีภาวะซีด ทำให้เชื่อว่าปริมาณตะกั่วที่ลดลง อาจมาจากการสัมผัสระยะสั้น และมีการขับถ่ายออกเกือบหมดแล้วด.ญ.ธิติมา ปราศจาก เป็นนักเรียนอีกคน ที่มีการปนเปื้อนสารตะกั่วในเลือดมากถึง 48.98 ไมโครกรัมต่อเดซิลิตร แต่ปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 19.17 ไมโครกรัมต่อเดซิลิตร จากการตรวจเลือดคนในครอบครัว และตรวจสอบของใช้ในบ้าน ก็ไม่พบความผิดปกติ ทำให้บุญเริง ปราศจากผู้ปกครองต้องดูแลธิติมามากขึ้น เพื่อลดปัจจัยเสี่ยง

 

โรงเรียนวัดปทุมาวาส มีนักเรียนปนเปื้อนสารตะกั่วมากถึง 34 คน จากทั้งหมด 907 คน ใน 22 โรงเรียน พื้นที่ 4 อำเภอ จ.ระยอง คือ อ.บ้านค่าย อ.บ้านฉาง อ.ปลวกแดง และ อ.นิคมพัฒนา สาธารณสุขจังหวัดระยอง จึงเข้าให้ความรู้การป้องกันแก่นักเรียนอย่างต่อเนื่อง และแนะนำให้โรงเรียนปรับปรุงสาธารณูปโภค เช่น ตู้น้ำดื่มที่ปราศจากสารตะกั่ว เปลี่ยนระบบเครื่องกรองน้ำที่ทันสมัย ควบคุมคุณภาพการขายอาหารในโรงเรียนนพ.สมเกียรติ ศิริรัตนพฤกษ์ ผู้อำนวยการ สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กล่าวว่า กลุ่มเด็กเล็กมีโอกาสเสี่ยงพบการปนเปื้อนโลหะหนักมากที่สุด โดยเฉพาะสารตะกั่ว หากเข้าสู่ร่างกายปริมาณมาก อาจเสียชีวิตได้

นพ.สมเกียรติ ยอมรับว่า ที่ผ่านมาการควบคุมการปนเปื้อนโลหะหนัก จะสุ่มตรวจเฉพาะจุดที่ได้รับแจ้งเพื่อให้เข้าไปสอบสวนควบคุมเท่านั้น จากนี้ต้องทำงานร่วมกันหลายหน่วยงาน กำหนดเกณฑ์กลุ่มเสี่ยงที่ครอบคลุมทุกชุมชนรอบอุตสาหกรรม เพื่อการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.